พืชกินแมลงคืออะไร

                  พืชกินแมลง (carnivorous plant) อาจไม่ใช่ไม้ประดับที่สวยงาม หรือเป็นไม้ประดับที่สามารถนำไปจัดสวนให้สวยงาม แต่ด้วยคุณลักษณะพิเศษที่กินแมลงได้จึงเป็นไม้แปลกที่มีเสน่ห์ ในเชิงของไม้สะสม บางคนถึงขั้นหลงไหลซื้อต้นราคาหลักแสนก็มี(ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น)

 

คำว่า carnivorous แปลว่า กินเนื้อ แล้วทำไม จึงใช้คำว่า “Carnivorous plants” กับ พืชกินแมลง

พืชกินแมลงได้รับการค้นพบโดย ชาร์ลส์ ดาวิน (Charles Darwin) ในปีค.ศ.1875 โดยดาร์วินเรียกพืชเหล่านี้ว่า พืชกินแมลง (Insectivorous Plants) แต่หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษามากขึ้นจึงพบว่าเพราะจริงๆแล้วพืชชนิดนี้กินเนื้อกินสัตว์ได้ด้วย ซึ่งสัตว์ที่มักถูกกินได้แก่ กบ นก และ หนู ฉะนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงถือว่าพืชเหล่านี้เป็นกลุ่มของ พืชกินเนื้อ จึงเปลี่ยนมาใช้คำว่า Carnivorous Plants เพื่อให้มีความหมายที่ครอบคลุมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วโอกาสน้อยมากที่พืชเหล่านี้จะดักจับสัตว์กินได้ ดังนั้นเราก็ขอเรียก พืชกินแมลง ตามความคุ้นเคยของคนทั่วไปเพื่อให้ง่ายต่อการเล่าเรื่อง

ลักษณะของพืชกินแมลง
พืชกินแมลงมีลักษณะพิเศษคือ มีความสามารถในการล่อแมลง จับแมลง และ ลักษณะที่จะขาดไม่ได้คือ กินเหยื่อ หรือความหมายในเชิงวิทยาศาสตร์คือ สามารถย่อยและดูดซึมธาตุอาหารจากเหยื่อ เพื่อช่วยในการบำรุงต้นให้แข็งแรง และเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของต้นพืชเพื่อโอกาสในการอยู่รอด
มีพืชหลายชนิดที่สามารถดักจับ และฆ่าแมลงได้ แต่ไม่กิน(ไม่ดูดซึมสารอาหารจากเหยื่อ) จึงไม่จัดว่าเป็นพืชกินแมลง

กุหลาบพันปีบางชนิดมีเมือกเหนียวบนใบ สามารถดักจับและฆ่าแมลงได้ แต่ไม่มีการกินเหยื่อ เป็นเพียงการป้องกันตัวจากแมลงศัตรูพืช

โรริดูลา (Roridula) พืชตระกูลกุหลาบป่า ก็เป็นพืชอีกชนิดที่สามารถดักจับและฆ่าแมลงขนาดเล็กได้ แต่ไม่กินเหยื่อ โดยเหยื่อจะติดกับใบที่ปกคลุมไปด้วยเมือกเหนียวเหมือนหยาดน้ำค้าง แต่เมือกเหนียวนี้ไม่สามารถดักจับมวนเพชฌฆาตได้ จึงทำให้มวนเพชฌฆาตสามารถเดินไปมา และคอยดูดกินน้ำเลี้ยงจากแมลงที่ติดกับดักเป็นอาหาร และจากนั้นมวนเพชฌฆาตก็ขับของเสียที่อุดมด้วยสารอาหารให้ต้นโรริดูลาเป็นการตอบแทน เป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกัน

ทำไมต้องกินแมลง
นักวิทยาศาสตร์ได้อธิบายถึงสาเหตุที่พืชต้องกินแมลงออกเป็น2แนวคิด คือ
1. เชื่อว่าที่รากของพืชกินแมลงทำงานได้แย่มาก จนไม่สามารถดูดซึมธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินได้เพียงพอกับความต้องการของมัน จึงต้องมีวิวัฒนาการเพื่อการอยู่รอด โดยการจับกินแมลงเพื่อดูดกินสารอาหาร โดยมีเหตุผลรองรับว่า ในขณะที่พื้นที่เดียวกัน พืชชนิดอื่น ๆ สามารถเติบโตได้ แต่พืชกินแมลงจำเป็นต้องหาไนโตรเจนมากกว่าไม้ชนิดอื่น ๆ ในการเจริญเติบโต
2. พืชกินแมลงหลายชนิดพบในพื้นที่ที่ชื้นแฉะและมีน้ำไหลเวียนพัดพาเอาธาตุอาหารออกไป ซึ่งอาจจะทำให้ดินที่ขาดแคลนธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต จึงต้องมีวิวัฒนาการเพื่อการอยู่รอด โดยการจับกินแมลงเพื่อดูดกินสารอาหาร

ทำไมต้องกินแมลง ทำไมไม่กินอย่างอื่น
หนึ่งในสารอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชคือ ไนโตรเจนซึ่งกรดอะมิโนสามารถสลายตัวให้ธาตุนี้ได้ และแมลงก็เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีกรดอะมิโนในรูปของโปรตีนอยู่มาก

พืชกินแมลงมีส่วนของใบที่เปลี่ยนรูปเป็นกับดัก แบ่งเป็นกับดักที่ไม่เคลื่อนไหวและกับดักที่เคลื่อนไหวในการจับเหยื่อ โดยแบ่งย่อยได้ดังนี้
1. กับดักที่ไม่เคลื่อนไหว (Passive traps) ได้แก่

กับดักแบบหลุมพราง (Pitfall traps, pitcher) เป็นกับดักที่เกิดจากใบที่ม้วนงอ ภายในบรรจุด้วยเอนไซม์ย่อยอาหาร เมื่อเหยื่อถูกล่อด้วยกลิ่นน้ำหวานและสี แมลงจะพลัดตกลงไปในถุงและไม่สามารถขึ้นมาได้ ในที่สุดก็จมน้ำตายและถูกย่อยสลาย พืชกินแมลงที่มีกับดักชนิดนี้ ได้แก่ หม้อข้าวหม้อแกงลิง ซาราซิเนีย กระเป๋าจิงโจ้เป็นต้น

– กับดักแบบกระดาษเหนียว (Flypaper traps) เป็นกับดักที่ใช้เมือกเหนียวบนใบพืชที่เกิดจากรยางค์บนผิวใบ ทำให้แมลงขนาดเล็กที่มาติดไม่สามารถดิ้นหลุดไปได้ เช่น พิงกุย(บัตเตอร์เวอร์ต) หยาดน้ำค้าง
กับดักแบบหม้อดักกุ้งมังกร (Lobster-pot traps) เป็นกับดักที่บังคับเหยื่อให้เคลื่อนที่ไปยังส่วนย่อยอาหารจนกระทั่งหาทางออกไม่เจอ โดยจะมีขนแข็งภายในขัดขวางเรียงชี้ไปในทิศทางเดียวกันเพื่อไม่ให้แมลงย้อนกลับออกมาทางเดิม และบังคับให้ต้องมุ่งเดินไปข้างหน้าอีกทางเดียวเท่านั้น พืชกินแมลงที่มีกับดักลักษณะนี้ได้แก่ ลิลลี่งูเห่า (Darlingtonia)
2. กับดักที่เคลื่อนไหว (Active traps)
กับดักแบบตะครุบ (Snap traps) เป็นกับดักแบบหุบเมื่อเกิดการสัมผัสจากแมลงหรือเหยื่อ พบในพืชชนิดกาบหอยแครง
กับดักแบบถุง (Bladder traps) เป็นกับดักของพืชกินแมลงที่อยู่ในน้ำหรือพื้นที่ชื้นแฉะ กับดักนี้จะดูดเหยื่อด้วยถุงสุญญากาศ โดยการสูบอากาศออกจนเกิดภาวะสุญญากาศภายในผ่านรูเล็กๆ เมื่อมีสัตว์เดินผ่านถุงดังกล่าวปากถุงจะเปิดออกและดูดซับนั้นเข้าไปภายในถุงอย่างรวดเร็ว พบในสกุล Utricularia

X
Top