About us

The Story About Us!

เราทำการเกษตรที่แตกต่าง


อ.กนก เหวียนระวี สอนผมเสมอว่า

หากนำความรู้การออกแบบภูมิลักษณ์และสิ่งแวดล้อมนี้
ไปประยุกต์และถ่ายทอดไปสู่การเกษตรได้
จะพัฒนาการเกษตรและช่วยรักษาฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมได้มาก
เพราะเกษตรกรเป็นผู้ที่ใช้แผ่นดินอยู่มากที่สุด
อีกทั้งยังใกล้ชิดและใช้ประโยชน์โดยตรงจากธรรมชาติ”

เราจึงนำความรู้ด้านการออกแบบภูมิลักษณ์และสิ่งแวดล้อมนี้
มาผสมผสานกับการทำเกษตร ออกแบบสวน”นิทานบ้านไร่”นี้ให้เป็น “ภูมินิเวศเกษตร”

อะไรคือ “ภูมินิเวศเกษตร”

         ภูมินิเวศเกษตร (Agroecology) คือ การเกษตรที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และคำนึงถึงความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันของ การทำการเกษตรและการอยู่ร่วมกันของทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

นิทานบ้านไร่ BOKUJOU

          พื้นที่ผสมผสานที่ออกแบบบนพื้นฐานความคิดของการใช้งานโดยคำนึงถึงระบบนิเวศและความหลากหลายทางธรรมชาติ เพื่อให้ “คน” สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว ไม่ใช่เป็นเพียงแค่สวนเกษตร แต่ต้องรองรับปัจจัยอื่นๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เราค้นคว้า วางแผน และออกแบบ ใช้ศาสตร์ทั้งวิทยาศาสตร์เกษตร นิเวศวิทยา และการออกแบบวางผัง เพื่อทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็น “ภูมินิเวศเกษตร”

          เราเริ่มต้นจากการพัฒนาที่นารกร้างที่ไม่มีต้นไม้แม้แต่ต้นเดียวในปี พ.ศ.2556 ศึกษาสภาพพื้นที่ทั้งกายภาพและชีวภาพ ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเกษตรกรรม และการฟื้นฟูระบบนิเวศ วิเคราะห์ สังเคราะห์ กำหนดประเภทและขนาดพื้นที่ใช้สอย กำหนดแผนระยะต่างๆ ในการดำเนินงานก่อสร้างเพื่อให้สอดคล้องกับทุนและเวลา รวมถึงรองรับกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

          สิ่งแรกที่เราทำคือ ขุดแหล่งกักเก็บน้ำ ปรับระดับพื้นที่ ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูคุณภาพดิน และดำเนินแผนการสร้างภูมิอากาศภายในพื้นที่ (microclimate) ขึ้นมาใหม่ เราให้ความสำคัญกับพืชพรรณอย่างมาก โดยเริ่มจากการปลูกกล้าไม้ต้นประเภทไม้เหนือเรือนยอดและไม้เรือนยอด ได้แก่ ยางนา งิ้วแดง เลี่ยนป่า รวมถึงไม้โตเร็วหรือไม้เบิกนำเพื่อสร้างร่มเงา และความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ เช่น ขี้เหล็กไทย กล้วย มะขามเทศ เป็นต้น นอกจากนี้เรายังคิดถึงหลักการสร้างที่อยู่อาศัยให้กับสัตว์ต่างๆ ในระบบนิเวศ ซึ่งไม่ใช่แค่การสร้างที่อยู่ แต่รวมถึง แหล่งอาหาร แหล่งขยายพันธุ์ และพื้นที่หลบภัย ทำให้พืชพรรณที่เราปลูกในพื้นที่มีความหลากหลายทั้งชนิดและจำนวน ผสมผสานทั้งพืชพรรณที่ให้มูลค่าในทางการเกษตรและคุณค่าทางด้านสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญเราคำนึงถึงสภาพที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตของพืชพรรณชนิดต่างๆ และออกแบบตำแหน่งด้วยหลักการสร้างสุนทรียภาพและความสวยงามให้เกิดกับพื้นที่แห่งนี้ด้วย

          ในปี พ.ศ. 2557 ระยะเวลา 1 ปี ไม้ต้นต่างๆ ยังไม่สามารถสร้างร่มเงาให้กับพื้นที่ได้ เพราะเราเลือกใช้กล้าไม้ที่มีความสูงเริ่มต้นตั้งแต่ 60- 75 เซนติเมตร จนถึง 2-2.5 เมตร ซึ่งเป็นกล้าที่เพาะจากเมล็ดทั้งหมด เพราะเชื่อมั่นว่าไม้ต้นโดยเฉพาะไม้เรือนยอดและไม้เหนือเรือนยอด จะสามารถเติบใหญ่สมบูรณ์และแข็งแรงต่อไปในอนาคตได้หากมีระบบรากที่แข็งแรง  เราใช้หลักการปลูกให้มากที่สุดเท่าที่พื้นที่จะรองรับได้ และไม่กระทบกับแผนการใช้พื้นที่ที่วางไว้ ผลผลิตในปีแรกจึงเป็นข้าว ไข่เป็ด และพืชผักริมรั้ว ซึ่งทั้งหมดไม่ใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น จึงมีความปลอดภัยจนแม้แต่เจ้าของที่นาข้างเคียงนำข้าวสารของตน (ที่ปลูกเลี้ยงระบบเคมีเกษตร) มาขอแลกกับข้าวจากผืนนาของเรา ผลจากการปรับปรุงดินโดยใช้เพียงแค่ปุ๋ยคอก ส่งผลให้ในปีนั้นต้นข้าวเจริญเติบโตดีมาก และมีเมล็ดข้าวมากเกินพอที่จะเก็บไว้เป็นเชื้อพันธุ์ในปีต่อๆ ไป เราไม่เผาตอซังข้าว ไม่พลิกหน้าดิน แต่ให้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นปุ๋ยให้กับการปลูกในรอบต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแผนระยะแรกที่ผังถูกออกแบบไว้เพื่อรองรับกับกิจกรรมที่ไม่ต้องการการดูแลมาก เนื่องด้วยมีภาระอื่นๆ ที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่าจึงไม่สามารถทุ่มเทเวลาให้กับสวนได้อย่างเต็มที่

          แต่ในปี พ.ศ. 2559 จากภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง เราจึงเริ่มเปลี่ยนผังระยะที่สองซึ่งสำรองไว้ยามฉุกเฉิน และสอดคล้องกับแผนกิจกรรมที่วางไว้ เราขุดขยายพื้นที่กักเก็บน้ำ นำดินที่ได้จากการขุดบ่อน้ำปรับระดับพื้นที่โดยขุดลอกหน้าดินนาเดิมขึ้นมาไว้ชั้นบนเพราะอุดมไปด้วยสารอาหารจำนวนมากจากการปลูกนาข้าว และปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นสวนเกษตรผสมผสาน ปลูกไม้เหนือเรือนยอดและไม้ระดับต่างๆ เพิ่ม รวมถึงไม้ผลที่จะเป็นพืชหลักของพื้นที่ด้วย เพราะพื้นที่เริ่มมีร่มเงาจากไม้ต้นที่ปลูกทิ้งไว้ตั้งแต่ปีแรก เปรียบเสมือนกับมีกลุ่มพืชพี่เลี้ยงที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและช่วยอนุบาลกล้าไม้ทำให้กล้าไม้โตเร็วมากกว่าและมีอัตราการรอดสูงกว่าปลูกในสภาพพื้นที่โล่งแจ้ง

          เราใช้พื้นที่ของเราเป็นห้องทดลองทางธรรมชาติ (Pre-experimental site) คอยสังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลง และความผิดปกติต่างๆ เก็บข้อมูล เพื่อต่อยอดเป็นการทดลองโดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ในอนาคต เช่น กลุ่มพืชโตเร็ว พืชพี่เลี้ยง พืชคลุมดินทางธรรมชาติที่ไม่ต้องดูแลมาก ทดลองปลูกพืชต่างถิ่นระดับภูมิภาคในพื้นที่เดียวกัน พืชทนโรคและแมลงรบกวน Resilient landscape ความลาดชันของบ่อเพื่อป้องกันการทลายของตลิ่ง บทบาทของพืชริมน้ำต่อระบบนิเวศ การทดสอบวิธีที่ช่วยในการกักเก็บน้ำของบ่อดิน ระบบนิเวศควบคุมยุง และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ หลักการคิดเรื่อง “ลูกยักษ์โตเร็วเสมอ” คือการปลูกไม้เหนือเรือนยอดจากกล้าไม้ที่แข็งแรง เราเปรียบเทียบผลกับสถานที่สาธารณะแห่งหนึ่งที่เลือกปลูกต้นยางนาจากไม้ล้อมความสูงประมาณ 5-6 เมตร ในระยะเวลาเทียบเคียงกันผ่านไป 3 ปี ต้นยางนาที่สวนของเราเริ่มมีความสูงมากกว่าและสูงขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่ยางนาจากไม้ล้อมไม่สูงขึ้นอีกเลย หรือต้นงิ้ว เป็นอีกต้นหนึ่งที่มีอัตราในการโตเร็วมาก จากกล้าสูงประมาณ 1.5 เมตร ขณะปลูก ผ่านฝนแรกสูงขึ้นไปอีกเป็น 2.5 เมตร เมื่อผ่านไปสองปีสูง 6 เมตร ปีที่สามสูงประมาณ 9 เมตร จนกระทั้งปัจจุบัน (พ.ศ. 2563) มีความสูงมากกว่า 13 เมตร

          นอกจากนี้ในแง่ของระบบนิเวศที่เราสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ พบว่า ในปีแรกๆ มีหนูนาวิ่งให้เห็นในพื้นที่เสมอ ต่อมาเราก็พบงูบ่อยครั้ง ทั้งงูแสงอาทิตย์ งูเขียว เป็นต้น แต่หนูเริ่มหายไป จนกระทั้งไม้ต้นต่างๆ เริ่มสูงขึ้นมากกว่า 5 เมตร เราพบนกเหยี่ยว (ไม่ทราบชนิด) และงูก็เริ่มพบเห็นน้อยลง จะมีงูเขียวปรากฏให้เห็นบ้างบางครั้งในช่วงหน้าฝน แต่หนูไม่พบอีกเลย รวมถึงแมลงชนิดต่างๆ ที่มีมากขึ้นทั้งชนิดและจำนวน แตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงปีที่เปลี่ยนแปลง

          ในปี พ.ศ.2562 เราเริ่มปลูกเมล่อนภายใต้แนวคิดเกษตรอัฉริยะ แต่ยังคงอยู่ในกรอบของภูมินิเวศเกษตร และมีการใช้ชันโรง(ผึ้งชนิดหนึ่ง) เข้ามาช่วยผสมเกสร และเริ่มเปิดพื้นที่เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาและดูงานเกี่ยวกับระบบการเกษตรแบบภูมินิเวศเกษตรด้วย เพื่อหวังว่าองค์ความรู้ต่างๆ ที่เราค้นพบขึ้นในสวนนิทานบ้านไร่แห่งนี้จะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับชุนชนเกษตรและผู้คนทั่วไปให้ได้รับทราบว่าการเกษตรที่อยู่ร่วมและคอยบูรณะระบบนิเวศสามารถเกิดขึ้นได้จริง

GIVE MORE GET MORE

และเรายังช่วยพัฒนาเยาวชนด้านจิตวิทยาและความคิด 
ผ่าน
กีฬาซอท์ฟบอลให้กับเด็กๆ
โรงเรียน เฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา จังหวัดลําพูน

เพราะจิตวิทยาเป็นพื้นฐานของความคิด ที่จะส่งต่อการตัดสินใจ และเกิดการกระทำ

แบ่งปันให้เพื่อนได้อ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ค่าความไม่รู้ แพงกว่าค่าความรู้เสมอ
ถ้าคุณสนใจความรู้สาระแบบนี้
กดติดตามเพจ นิทานบ้านไร่ bokujou.org ด้านล่างนี้

X
Top